วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

กะเพรา


กะเพรา








ชื่อวิทยาศาสตร์    Ocimum sancium Linn.
วงศ์                  Labiatae
ชื่อสามัญ           Holy basil, Sacred basil
ชื่ออื่น               กระเพราแดง กระเพราขาว (ภาคกลาง) ก่ำก้อขาว ก่ำก้อดำ กอมก้อขาว กอมก้อดำ (เชียงใหม่ และภาคเหนือ) ห่อตูปลู ห่อกวอซู (กะเหรี่ยง-แม่อ่องสอน)
ลักษณะ :
ลำต้นค่อนข้างแข็ง ตามลำต้นมีขน ใบ เป็นใบเดี่ยวการเกาะติดของใบบนกิ่งแบบตรงข้ามสลับตั้งฉาก เรียงตรงข้าม รูปรี กว้าง 1-3ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ใบ ปลายแหลมหรือมน โคนแหลม ขอบจักฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบมีขนดอก เป็นแบบช่อฉัตรออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ยาว 8-10 ซม. ดอกย่อยมีขนาดเล็ก รูปคล้ายระฆัง กลีบดอกมีทั้งชนิดสีขาวลายม่วงแดงและสีขาวโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นกรวย ส่วนปลายแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนแยกเป็น 4 กลีบปลายแหลมเรียว ส่วนล่างมีกลีบเดียวค่อนข้างกลมผิวกลีบด้านในเกลี้ยง ด้านนอกมีขนตามโคนกลีบ กลีบเลี้ยงสีแดงน้ำตาลแกมม่วง และสีเขียว เนื้อกลีบแข็ง ส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นกรวย ส่วนปลายแยกเป็นกลีบปลายแหลมแบบหนาม ก้านดอกย่อยสีเขียว ยาวประมาณ 0.20 - 0.30 ซม.ผล แห้งแล้วแตกออก เมล็ด เล็ก รูปไข่สีน้ำตาล มีจุดสีเข้มเมื่อนำไปแช่น้ำเปลือกหุ้มเมล็ดพองออกเป็นเมือกกะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาวและกะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว มีลักษณะทั่วไปคล้ายโหระพา ต่างกันที่กลิ่นและกิ่งก้านซึ่งมีขนปกคลุมมากกว่าใบกะเพราขาวสีเขียวอ่อน ส่วนใบกะเพราแดงสีเขียวแกมม่วงแดงดอกย่อยสีชมพูแกมม่วง ดอกกะเพราแดงสีเข้มกว่ากะเพราขาว
สารสำคัญที่พบ :
ใบกะเพรามีน้ำมันหอมระเหยสีเหลือง มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายกลิ่นของน้ำมันกานพลู ส่วนในเมล็ดมีน้ำมันระเหยยากสีเหลืองอมเขียว ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันปาล์มมิติค สเตียริค โอเลอิค กรดไลโนเลนิค และเมล็ดจะมีเมือกหุ้มอยู่ เมื่อสลายตัวจะให้สารไซโลส กรดกลูคูโรนิค คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
ใบกะเพรามีน้ำมันหอมระเหย( Essential oil ) และประกอบกับสารอื่นอีกเช่น Apigenin,Ocimol, Phenols, Chavibetol, Linalool, Organic Acid ใบกะเพรามีทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และช่วยขับลมเพราะในน้ำมันหอมระเหยนั้น
สรรพคุณทางยา :
1. ใช้เป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียนและบำรุงธาตุ โดยต้มใบสดและยอดอ่อนรวมกัน ดื่มแต่น้ำ
2. ช่วยขับน้ำนม เพิ่มน้ำนมในสตรีหลังคลอด โดยใช้ไปสดใส่ในแกงเลียง
3. รรรักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน โดยใช้ใบสดผสมเกลือเพียงเล็กน้อยตำให้ละเอียด ทาบริเวณที่เป็น
4. ใช้ไล่ยุง ฆ่ายุง โดยนำใบสดขยี้พอมีกลิ่นแล้วนำไปไว้ใกล้ต้ว
5. แก้อาการปวดหู โดยใบสดไปตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปหยอดหู
ใบ     ใบสดของมัน มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ ซึ่ง ประกอบด้วย linaloo และ methyl chavicol เป็นยาแก้ขับลม ท้องอืด ท้องเฟ้อ
          ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับผายลม แก้อาการจุกเสียดในท้อง ให้ใช้ใบสด หรือยอดอ่อน สัก 1 กำมือ มาต้ม ให้เดือด แล้วกรอง
          เอาน้ำดื่ม แต่ถ้าใช้กับเด็ก ทารกให้นำเอามาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำนำมา ผสมกับน้ำยามหาหิงคุ์แล้วใช้ทาบริเวณ รอบ ๆ
          สะดือ และทาที่ฝ่าเท้า แก้อาการปวดท้องของ เด็กได้ และน้ำที่เราเอามาคั้นออกจากใบยังใช้ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ หรือ
          ใช้ทาภายนอกแก้โรค ผิวหนัง กลาก เกลื้อนได้ นอกจากนี้ ใบสดยังนำมาผัด หรือนำมาแกงเป็นอาหาร ได้อีกด้วย สำหรับ
          ใบแห้ง ใช้ชงกินกับน้ำ แก้ท้องขึ้น และน้ำมันที่ได้จากใบกะเพรานั้น สามารถยับยั้งการเจริญเติมโตของเชื้อโรคบางชนิด
          ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางอย่าง และมีฤทธิ์ฆ่ายุงได้ ซึ่งจะมีฤทธิ์ได้นาน 2 ชั่วโมง
เมล็ด  เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดก็จะพองตัวเป็นเมือก ขาว ให้ใช้พอกในบริเวณตา เมื่อตามีผง หรือฝุ่น ละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละออง
          นั้นก็จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาเรานั้นช้ำอีกด้วย
ราก     ใช้รากที่แห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ



 








วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

thai curry: ครองแครงกรอบ

thai curry: ครองแครงกรอบ:      วันนี้สาวนุ้ยว่างจัดเลยจัดเต็มกะเจ้าครองแครงกรอบของโปรดหน่อยค่ะ พอดีทำเอาไปให้ที่ฝึกงานชิมน่ะค่ะ (ฝึกงานที่ร้านเบเกอรี่ ช่วงนี้ว่... ชื่อวิทยาศาสตร์ : วงศ์ : ชื่อสามัญ : ชื่ออื่น : ลักษณะ : ประโยชน์ทางสมุนไพร :ส่วนที่ใช้ : ผล ใบ ราก เมล็ด สรรพคุณ :

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิธีเคี่ยวน้ำตาลสำหรับฉาบ








เคล็ดลับวิธีเคี่ยวน้ำตาลสำหรับฉาบ


 การที่เราจะทำ กล้วยฉาบ,มันฉาบ,เผือกฉาบให้อร่อยเคล็ดลับนั้นอยู่ที่การเคี่ยวน้ำตาลให้ได้ที่ ถึงจะฉาบสวยน้ำตาลติดผิวดี วิธีทำคือ เคี่ยวน้ำตาลปี๊บผสมน้ำและแบะแซใช้ไฟกลาง เคี่ยวจนเดือดเป็นฟองใหญ่และมีความหนืด วิธีทดสอบว่าน้ำตาลที่เคี่ยวได้ที่หรือยังด้วยการหยดน้ำตาลที่เคี่ยวลงในถ้วยน้ำ ตัวน้ำตาลก็จะแข็งใสทันที ถ้าเป็นลักษณะนี้ถือว่าน้ำตาลได้ที่แล้วล่ะค่ะ ลงทำดูนะคะรับรองว่าอร่อยและน่าทานเหมือนมืออาชีพเลยนะคะ



วิธีทำความสะอาดขวดแก้วที่เป็นคราบ









วิธีทำความสะอาดขวดแก้วที่เป็นคราบ


ขวดแก้วที่เราใช้กันอยู่มักจะเกิดปัญหาเรื่องคราบที่ล้างยาก ที่สำคัญคือทำความสะอาดแสนจะลำบาก ต่อไปไม่ต้องกังวลแล้วล่ะค่ะ วิธีง่ายๆคือเอาเปลือกไข่ใส่เข้าไปในขวด จากนั้นก็เขย่าๆและก็เขย่าซักพักนะคะ จากนั้นก็นำไปล้างตามปกติคุณก็จะได้ขวดที่สะอาดดังเดิมไม่มีคราบแล้วล่ะค่ะ เปลือกไข่เมี่เราเขย่าจะแตกละเอียดและมีความแหลมคม เมื่อเขย่าในขวดก็จะเสียดสีกับคราบในขวดหรือโหล ทำให้คราบต่างๆหลุดออกง่ายดายเชียวค่ะ อย่าลืมไปลองทำดูนะคะ




วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปั้นขลิบใส้ปลาทูน่า



     สวัสดีค่ะ หลังจากห่างหายกันไปนานๆๆๆ สาวนุ้ยยังไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าช่วงหลังๆนี้เป็นอะไร ทำไมรู้สึกว่าตัวเองขี้เกี๊ยจ ขี้เกียจเอามากๆ อารมณ์อยากอยู่เฉยๆ ไม่อยากแตะ อยากทำอะไรเลย จริงๆสูตรที่มาลงวันนี้สาวนุ้ยทำไว้นานมากแล้วค่ะประมาณสองเดือนได้แล้วมั๊ง เพิ่งจะมาได้ฤกษ์เอาตอนนี้ อิอิ แต่ตอนนี้ก็คงจะไม่ได้เข้าครัวอีกเป็นเดือนค่ะ เพราะตอนนี้สาวนุ้ยหิ้วคุณชายที่บ้านกลับมาเที่ยวเมืองไทย ก็จะอยู่ประมาณ 5 สัปดาห์ ขอพักผ่อนสมองหน่อยค่ะ พล่ามไปซะยืดยาวเรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าวันนี้สาวนุ้ยมีเมนูอะไรอร่อยมาฝากกันค่ะ







ส่วนแป้ง


แป้งสาลีเอนกประสงค์ ............................1/2 ถ้วยตวง 
แป้งข้าวเจ้า ............................................1/2 ถ้วยตวง 
น้ำมันพืช ...............................................1/4 ถ้วยตวง 
น้ำปูนใส ................................................1/4 ถ้วยตวง 
น้ำตาลทราย .............................................1 ช้อนโต๊ะ 
เกลือป่น ..................................................1/2 ช้อนชา




ส่วนไส้


ปลาทูน่า .........................................................200 กรัม
หอมแดงซอย ...................................................100 กรัม
รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด ...........1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ .......................................................3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา ............................................................2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับผัด ...............................................2 ช้อนโต๊ะ
ข่าสับละเอียด ...................................................2 ช้อนโต๊ะ



วิธีทำ



ผสมแป้งทั้งสองชนิด น้ำตาล และเกลือรวมกัน เทน้ำมันและน้ำปูนใสลงไป นวดให้แป้งเนียนนวดๆๆ จนแป้งเนียนจับกันเป็นก้อน ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆหรือฝาผิดพักแป้งไว้ ๓๐ นาที แป้งจะได้ไม่แห้ง






ระหว่างรอแป้งครึ่งชม เราก็ไปผัดไส้กันค่ะ ตั้งกระทะบนเตา ใส่น้ำมันสำหรับผัดลงไป ตามด้วย รากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกไว้ ผัดให้มีกลิ่นหอม





ใส่หอมแดงซอยลงไปตามด้วยข่าสับผัดให้เข้ากันจนมีกลิ่นหอม และหอมซอยยุบตัว





ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป ตามด้วยน้ำปลา คลุกเคล้าผัดไปจนส่วนผสมเข้ากันดีจึงใส่ปลาทูน่าลงไปผัด





ผัดๆ ผัดไปเรื่อยๆจนไส้แห้งดี ต้องผัดไส้ให้แห้งนะคะ เวลาห่อแป้งทอดเสร็จแล้วเก็บไว้หลายวันแป้งจะได้กรอบๆ





 เมื่อไส้สุกแล้ว เราก็มาเตรียมแป้งสำหรับห่อกันค่ะ วันนี้สาวนุ้ยขี้เกียจปั้นแป้งทีละลูก เลยใช้ไม้คลึงขนมปัง คลึงทีเดียวเลยค่ะ หนาบางตามชอบค่ะ จากนั้นก็ใช้พิมพ์กลมๆกดแป้งออกมาเป็นแผ่นๆค่ะ วันนี้สาวนุ้ยใช้พิมพ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ซ.ม.





เมื่อทำจนหมดแป้งแล้วเราก็มาจัดการห่อกันเลยค่ะ ตักใส้ใส่แ้งประมาณช้อนชาพูนๆจากนั้นจับริมตรงกันข้ามพับลงมาให้คลุมไส้ กดแป้งตรงริมให้แน่นขลิบริมให้สวยงามเหมือนวิธีการทำกะหรี่พั๊ฟ(รูปของสาวนุ้ย ตอนนี้ยังไม่ได้พับริมนะคะ ลืมถ่ายตอนพับน่ะค่ะ) ปั้นสิบจะทำง่ายกว่ากะหรี่พั๊ฟมาก เพราะไม่ต้องรีดแป้งให้มีลาย ทำไปจนแป้งหมด จะได้ปั้นสิบไส้ปลาประมาณ ๒๖ ตัวขลิบริมเสร็จก็วางเรียงบนถาด ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆคลุมไว้ด้วยนะคะ





เสร็จแล้วจึงนำลงทอดด้วยไฟปานกลางจนสุก แป้งสีเหลืองสวย









ปั้นขลิบของเราก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ จากนั้นก็พักขนมจนเย็น จึงเก็บใส่ขวดโหลไว้กินได้หลายวัน จะทานเล่นรึกับกาแฟก็อร่อย ยังไงก็ลองทำกันดูนะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ สวัสดีค่ะ...










วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มะเฟือง


มะเฟือง





ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Averrhoa carambola  L.
ชื่อสามัญ :   Star fruit
วงศ์ :   Averrhoaceae
ชื่ออื่น :  เฟือง (ภาคใต้)  สะบือ (เขมร)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :  ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 3-10 เมตร แตกกิ่งก้านสขามาก ใบ เป็นใบประกอบขนาดคล้ายใบมะยม สีเขียวเป็นมัน เรียงเป็นคู่ตรงข้าม ดอก เป็นช่อเล็กออกตามง่ามใบ สีม่วง ขาว ชมพู ผล เดี่ยว เป็นกลีบ หน้าตัด รูปดาว 5 แฉก สีเขียวอ่อน สุกสีเหลือง ฉ่ำน้ำ เมล็ด มีขนาดเล็ก


สรรพคุณ :
  • ดอก -  ขับพยาธิ
  • ใบ, ผล  -  ทำยาต้ม ทำให้หยุดอาเจียน 
  • ผล- มี oxalic ทำให้เลือดจับเป็นก้อน
    - ระบาย
    - แก้เลือดออกตามไรฟัน
    - แก้บิด ขับน้ำลาย ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว
    - ลดอาการอักเสบ
  • ใบและราก - เป็นยาเย็น เป็นยาดับพิษร้อน แก้ไข้ ถอนพิษไข้



มะดัน


มะดัน




ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Garcinia schomburgkiana  Pierre.
วงศ์ Clusiaceae (Guttiferae)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลอมดำ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 2.5 ซม. ยาว 9 ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบลื่น สีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 0.5-1 ศทซ ดอก ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก 3-6 ดอก ตามซอกใบ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกเพศผู้ ดอกสีเหลืองอมส้ม กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ค่อนข้างกลม กลีบดอกมี 4 กลีบ รูปรีแกมรูปไข่ ปลายกลีบดอกมน ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ 10-12 อัน ผล รูปรีปลายแหลม ผิวเรียบสีเขียว เป็นมันลื่น มีรสเปรี้ยว เมล็ดมี 3-4 เมล็ด ติดกัน
สรรพคุณ :

บและราก
- เป็นยาดอกเปรี้ยวเค็ม และปรุงเป็นยาต้ม รับประทานแก้กระษัย แก้ระดูเสีย ขับฟอกโลหิต
- เป็นยาระบายอ่อนๆ
- เป็นยาสกัดเสมหะในลำคอดี  
ผล
- เป็นยาสกัดเสมหะในลำคอดี
- เป็นอาหาร


ทับทิม


ทับทิม





ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Punica granatum  L.
ชื่อสามัญ :   Pomegranate , Punica apple
วงศ์ :   Punicaceae
ชื่ออื่น :  พิลา (หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (เหนือ) หมากจัง (แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้น หรือพรรณไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ลักษณะผิวเปลือกลำต้นเป็นสีเทา ส่วนที่เป็นกิ่งหรือยอดอ่อนจะเป็นเหลี่ยม หรือ มีหนามแหลมยาวขึ้น ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปยาวรี โคนใบมน แคบ ส่วนปลายใบเรียวแหลมสั้น ผิวหลังใบ เกลี้ยงเป็นมัน ใต้ท้องใบจะเห็นเส้นใบได้ชัด ขนาดของใบกว้างประมาณ 1 - 1.8 ซม. ยาว ประมาณ 2.5 - 6 ซม. ดอก ดอกออกเป็นช่อ หรืออาจจะเป็น ดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิ่ง ลักษณะของดอกมีเป็น สีส้ม สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบ ดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ตัวเมีย และตัวผู้ซึ่งมีอับเรณูเป็นสีเหลือง ขนาดของดอกบานเต็มที่มีเส้นผ้าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 ซม. ผลมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้าง กลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลี้ยง ผลเมื่อแก่หรือ สุกเต็มที่มีสีเหลืองปนแดง และลักษณะของผล จะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็น จำนวนมาก เป็นรูปเหลี่ยม มีสีชมพูสด ดอก ดอกออกเป็นช่อ หรืออาจจะเป็น ดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิ่ง ลักษณะของดอกมีเป็น สีส้ม สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบ ดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ตัวเมีย และตัวผู้ซึ่งมีอับเรณูเป็นสีเหลือง ขนาดของดอกบานเต็มที่มีเส้นผ้าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 ซม. ผลมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้าง กลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลี้ยง ผลเมื่อแก่หรือ สุกเต็มที่มีสีเหลืองปนแดง และลักษณะของผล จะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็น จำนวนมาก เป็นรูปเหลี่ยม มีสีชมพูสด

สรรพคุณ :

  • บ  -   อมกลั้วคอ ทำยาล้างตา
  • ดอก -  ใช้ห้ามเลือด
  • เปลือกและผลแห้ง 
  • - เป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน แก้บิด

  • - แก้โรคลักกะปิดลักกะเปิด

  • เปลือกต้นและเปลือกราก
  • ใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด , พยาธิตัวกลม

  • เมล็ด  -  แก้โรคลักกะปิดลักกะเปิด


วิธีและปริมาณที่ใช้
  1. ถ่ายพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลม ได้ผลดีใช้เปลือกสดของราก , ต้น ที่เก็บใหม่ๆ 60 กรัม หรือประมาณ 1/2 กำมือ เติมกานพลูหรือกระวานลงไปเล็กน้อย เพื่อแต่งรส ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ (30 ซี.ซี.) หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง รับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะตาม ควรอดอาหารก่อนรับประทานยา 
  2. ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน (ไม่ใช่บิด หรือ อหิวาตกโรค)ใช้เปลือกผล ตากแดดให้แห้ง ประมาณ 1/4 ของผล ฝนกับน้ำฝนหรือน้ำปูนใสให้ข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้
  3. บิด (มีอาการปวดเบ่ง และมีมูก หรืออาจมีเลือดด้วย)ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิม ครั้งละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำ ดื่มวันละ 2 ครั้ง อาจใช้กานพลูหรืออบเชยแต่งกลิ่นให้น่าดื่มก็ได้

สารเคมี

          เปลือกผลมีรสฝาด เนื่องจากมี tannin 22-25%  gallotannic acid สารสีเขียวอมเหลือง รากมีสารอัลคาลอยด์ ชื่อ pelletierine และอนุพันธ์ของ pelletierine

คุณค่าด้านอาหาร
          ทับทิมใช้รับประทานเป็นผลไม้รสหวาน หรือเปรี้ยวหวาน มีวิตามินซี และแร่ธาตุหลายตัว ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และบำรุงฟันให้แข็งแรง





วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผัดผักรวม



     สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ทุกๆคน หลังจากที่ห่างหายจาการอับบล็อกไปนานนนนพอสมควร เพราะมัวแต่ยุงกับการตระเตรียมงานที่รับไว้คือ รับทำเค๊กแต่งงานให้ญาติของเพื่อนสาวชาวอัฟริกาที่เคยเรียนเบเกอรี่ด้วยกันนั่งเองค่ะ แต่รอบนี้ เพื่อนสาวของสาวนุ้ยดันไปรับทำบุฟเฟท์ด้วยนี่สิ ทีนี้งานเลยเข้าสาวนุ้ยจังๆ  เลยพากันหัวฟู เพราะสาวตัวเล็กๆ(รึเปล่า) สองคน ต้องมาเตรียมของทำเค๊ก ไหนจะคิดเมนู แล้วก็ช๊อปปิ้งของบุฟเฟท์อีก แถมเวลาของเราสองคนก็ไม่ค่อยตรงกันอีก เพราะเพื่อนสาวต้องทำงาน และเราก็ต้องไปโรงเรียนและก็มีรับจ๊อบสอนทำอาหารไทยและก็บุฟเฟท์อื่นๆอีก มันก็เลยพาลยุ่งกันกว่าเดิม แต่ในที่สุดก็ผ่านไปด้วยดีทุกๆอย่าง เจ้าของงานก็ปลื้มมากกับทั้งอาหารและก็เค๊ก และก็อึ้งและทึ่งอีกนิดหน่อยที่เราทำออกมาเกินคาด อิอิ ( แอบดีใจ) แต่พองานหลวงเสร็จ ที่นี้สิ งานราษก็เข้าสิเพราะไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้าน ทั้งอาทิตย์ไม่ค่อยได้ทำกับข้าว วันนี้ได้ฤกษ์เลยต้องโละตู้เย็นกันซะหน่อย โละไปโละมาสาวนุ้ยก็เลยได้มาหนึ่งเมนูมาฝากเพื่อนๆค่ะ นั่นก็คือ ผัดผักรวมตามมีตามเกิด สาวนุ้ยก็เอาักทุกอย่างที่มีในตู้นั่นแหละค่ะมาผัดๆๆๆ จนได้จานอร่อยมาอีกหนึ่งจาน จนคุณชายที่บ้าน บอกว่า คนไทยนี่เก่งเนอะ ไม่ต้องคิดเมนู ไม่ต้องไปช๊อปปิ้งให้ยุ่งยากเหมือนฝรั่ง ก็สามารถทำอะไรอร่อยๆได้ ถ้าเป็นเค้าก็คงโละทิ้ง เพราะมีอันนั้นนิด อันนี้หน่อย จะทำอะไรซักจานมันก็ไม่พอ พล่ามไปซะยาว อิอิ ไปดูกันดีกว่าค่ะว่าสาวนุ้ยมีอะไรกันบ้างในตู้เย็น...







เครื่องปรุง

กุ้ง 7 ตัว
ผักโขม 2 กำมือ
แครอท 1 หัว
ถั่วลันเตา 7 ฝัก
ดอกกะหล่ำนิดหน่อย
แพร 1 ต้น( อันนี้จะคล้ายๆ ต้นหอม แต่ต้นใหญ่กว่ามากกก)
กระเทียม 2 กลีบ
พริกสด 3 เม็ด
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับผัด 5 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา, พริกไทยนิดหน่อย
ผงวิเศษ(ชูรส) นิดหน่อย


วิธีทำ



ปลอกเปลือกกระเทียม ทุบให้พอแตก ส่วนพริกสดนำมาผ่าครึ่ง พักไว้  ผักโขมนำไปล้างน้ำให้สะอาด  แพรนำไปล้างแล้วหั่นเป็นแว่นบางๆ ประมาณครึ่ง ซม. ส่วนแครอทนำมาปลอกเปลือก ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นแว่นๆประมาณครึ่ง ซม เหมือนกันค่ะ ดอกกะหล่ำก็หั่นชิ้นพอคำ ไม่ต้องใหญ่มาก หั่นชิ่นพอเข้ากับผักอื่นๆค่ะ



เปิดเตาที่ไฟปานกลางค่อนข้างแรง ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไป ประมาณ 5 ชต. พอน้ำมันเริ่มร้อน ให้นำกระเทียมที่ทุบไว้ลงไปผัดให้หอม (ถ้าเพื่อนๆใช้กุ้งสดๆก็ให้ผัดตอนนี้เลยค่ะ ส่วนสาวนุ้ยใช้กุ้งแช่แข็งเลยใส่ทีหลัง เพราะมันสุกง่ายมากกกก)จากนั้นใส่ผักที่แข็งๆลงไปคือ แครอทกับดอกกะหล่ำ 



เมื่อใส่แครอทกับดอกกะหล่ำลงไปแล้วก็ใส่เครื่องปรุงลงไปเลยค่ะ เติมน้ำมันหอย,น้ำปลา,น้ำตาลทราย,ผงวิเศษและก็พริกไทย จากนั้นผัดให้เครื่องทั้งหมดเข้ากันและแครอทสุกครึ่งๆค่ะ จึงใส่ผักที่สุกง่ายลงไปคือ แพร,ผักโขมและก็พริกขี้หนู ผัดซักพักจนผักโขมเริ่มสลด ผัดให้เข้ากันก็ปิดเตาและยกลง ไม่ต้องนานมากจนผักเละนะคะ







...ผัดผักรวมตามมีตามเกิดของเราก็พร้อมเสิร์ฟค่ะ เป็นไงบ้างค่ะ ง่ายเหมือนที่สาวนุ้ยบอกรึเปล่า ใครอยากโละตู้ก็นำเคล็ดสาวนุ้ยไปใช้นะคะ ไม่สงวนค่ะ มาทานด้วยกันนะคะ...





วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

10 อันดับขนมหวานชื่อก้องโลก





 ทีรามิสุ ( Tiramisu )






1. ทีรามิสุ ( Tiramisu )
เค้กชื่อดังของอิตาลีทำขึ้นจากเล ดี้ฟิงเกอร์ราดเอสเปรสโซ่ สอดไส้ด้วยมาสคาร์โปนชีสและซาบากลิออเน ลือกันว่าทีรามิสุมีจุดกำเนิดมาจากการที่แม่บ้านของทหารในสงครามโลกครั้งที่ สองทำเค้กให้สามีรับประทาน โดยเชื่อว่าส่วนผสมของคาเฟอีนกับน้ำตาลจะช่วยให้พวกเขามีพลังและแคล้วคลาด จากอันตราย ช่างโรแมนติคเสียนี่กะไร เหมาะจะเป็นของหวานรับวันวาเลนไทน์โดยแท้





2. บาคลาวา ( Baklava)ประวัติที่แท้จริงของบาคลาวายากที่จะระบุ ให้แน่ชัด เพราะว่ากันว่ามันมีต้นกำเนิดจาก จักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมีย และอาหรับ โดยขนมหวานชนิดนี้ทำขึ้นจากการนำแป้งฟิลโลมาสอดไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม หากต้องการลิ้มลองรสชาติ แบบต้นตำรับก็ต้องไปรับประทานถึงถิ่นที่อ้างว่าเป็น จุดกำเนิด ทั้งกรุงอิสตันบูล กรุงเอเธนส์ และกรุงเบรุต แม้แต่ละที่อาจจะมีรสแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังการันตีได้ถึงความเอร็ดอร่อย





3. ไดฟุกุ ( Daifuku )ขนมเจลลาตินทรงกลมจากแดนอาทิตย์อุทัยมักสอดไส้ไว้ด้วยถั่วแดงหวาน (และบางครั้งก็อาจเป็นแยมสตอเบอร์รี่ โรยด้วยแป้งบางๆ โดยสามารถหาซื้อมารับประทานได้ทั้งจากกรุงโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นากาโนะ และทุกแห่งในญี่ปุ่น





4. กุหลับ จามาน ( Gulab Jamun)ก้อนขนมปังหวานที่คงไม่ถูกปากฝรั่งตาน้ำ ข้าว แต่คอนเฟิร์มว่าอยู่ในรายชื่อขนมอันดับต้นๆ ของชาวอินเดีย และเมื่อมีคนกว่าพันล้านคนชื่นชอบ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่อร่อย ปกติแล้วมักทำขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นและราดด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น เป็นที่นิยมในอินเดีย ปากีสถาน เนปา และประเทศในแถบเอเชียใต้





5. ฮาโล ฮาโล ( Halo Halo)จานเด็ดของชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ไข่บาลุท แต่รับประกันได้ว่าไม่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ ฮาโล ฮาโล ไม่มีสูตรการทำที่แน่นอน แต่ดูๆ ไปก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็งใสของบ้านเรา โดยนำน้ำแข็งบดมาเติมด้วยเครื่องเคียง เช่น ถั่วเขียว ลูกตาล ขนุน มะพร้าวอ่อน ไอศกรีม วุ้นมะพร้าว สับปะรด และอื่นๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการราดนมข้นหวานและน้ำเชื่อม โดยสามารถหารับประทานได้ทุกที่ในกรุงมะนิลา





6. แบล็คฟอเรสท์เค้ก (BlackForestCake)
ด้วยความมีชื่อเสียงในเรื่องชนิทเซล เบียร์ และเค้กรสชาติอร่อยมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เยอรมนีจะกลายเป็นสถานที่ดื่มกินยอดนิยมของเรา โดยเจ้าช็อกโกแลตเค้กที่ทับซ้อนหลายชั้นด้วยครีม เชอร์รี่ และบรั่นดีผลไม้นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 1900 ทางตอนใต้ของเยอรมนี (ภายหลังได้รับการปรุงแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยฝีมือของช่างทำเค้กในกรุง เบอร์ลิน) และทุกวันนี้เป็นทื่ชื่นชอบของคนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่า นี่ก็เป็นหนึ่งในของโปรดของเราเช่นกัน






7. ข้าวเหนียวมะม่วง ( Mango with Sticky Rice)
ขนมหวานแบบไทยๆ ที่นำมะม่วงสุกเหลืองอร่ามมาทานคู่กับข้าวเหนียวมูนราดด้วยน้ำกะทิ ฟังแล้วชวนน้ำลายสอเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวสยามและชาวต่างชาติ ทั้งยังสามารถหาลิ้มลองได้ทั้งที่โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร และร้านอาหารตามท้องถนนทั่วไป





8. แอปเปิ้ล พาย ( Apple Pie )
เช่นเคย แม้จะฟังดูเป็นอเมริกันจ๋า แต่จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากเมืองผู้ดี โดยได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1381 และปกติจะอบด้วยแป้งสองชั้น ในสมัยก่อน ตอนที่ชาวอังกฤษอพยพมาตั้งรกรากในอเมริกา พวกเขาได้นำเมล็ดแอปเปิ้ลมาปลูกด้วย จึงทำให้มันมีความเกี่ยว พันกับวัฒนธรรมของชาวมะกัน แต่ไม่ว่าจะที่โรงแรมในลอนดอนหรือภัตตาคารในแอลเอ แอปเปิ้ลพายก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาลูกค้าเหมือนกัน







9. นาไนโม บาร์ ( Nanaimo Bars)
แคนาดาขึ้นชื่อเรื่องขนมหวาน ? ได้ยินแล้วไม่ต่างกับการพูดว่ากรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องทะเลยังไงยังงั้น แต่กระนั้น ขนมรสเลิศดังกล่าว มีที่มาจากเกาะแวนคูเวอร์ในเมืองนาไนโม รัฐบริติชโคลัมเบีย โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือแม่บ้านท้องถิ่นซึ่งได้ส่งเจ้าขนมทรง จัตุรัสชิ้นนี้ไปประกวดในนิตยสารและคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ปัจจุบัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในแถบอเมริกาเหนือ






10. แครมบรูเล่ ( Creme Brulee)
แม้ชื่อจะฟังดูแล้วฝรั่งเศสสุดๆ แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากวิทยาลัยทรินิตี้ในเคมบริดจ์ได้อ้างว่าพวกเขาคือ ต้นตำรับผู้คิดค้น ขนมสูตรเด็ดนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1600 อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีจุดกำเนิดจากอังกฤษ แต่เชื่อแน่ว่าคงไม่มีสถานที่ใด เหมาะแก่การทานคัสตาร์ดเย็นๆ โรยด้วยน้ำตาลไหม้ ได้เท่ากับใต้หอไอเฟลที่ประดับด้วยไฟสว่างไสวในยามค่ำคืนในกรุงปารีส




http://www.ezythaicooking.com

Amezon

comment