ค้นหาบล็อกนี้
Popular Posts
Pages
- หน้าแรก
- thai curry
- 10 อันดับขนมหวานชื่อก้องโลก
- >มาตราชั่ง ตวง วัด
- >อาหารว่าง 10 ชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด
- > เรื่องของยีสต์
- > 10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี
- >ผักผลไม้ 5 สี ของดีมีประโยชน์
- >วิธีลวกเส้นสปาเกตตี้ให้อร่อย
- > ทำอย่างไรผักที่ผ่านการแช่เย็นจะกลับมาดูสดใหม่อีกครั้ง
- > หลักการเลือกซื้อผัก, ผลไม้
- > อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมือมีอาการปวดหัว
- >6 ทิปส์ จิบกาแฟเพื่อสุขภาพ
- >กินแก้อาการ
- > คุณประโยชน์ของ เห็ด และ คะน้า
Categories
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
thai curry: ครองแครงกรอบ
Published :
09:50
Author :
beauty & healthy
thai curry: ครองแครงกรอบ: วันนี้สาวนุ้ยว่างจัดเลยจัดเต็มกะเจ้าครองแครงกรอบของโปรดหน่อยค่ะ พอดีทำเอาไปให้ที่ฝึกงานชิมน่ะค่ะ (ฝึกงานที่ร้านเบเกอรี่ ช่วงนี้ว่...
ชื่อวิทยาศาสตร์ : วงศ์ : ชื่อสามัญ : ชื่ออื่น : ลักษณะ : ประโยชน์ทางสมุนไพร :ส่วนที่ใช้ : ผล ใบ ราก เมล็ด สรรพคุณ :
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
วิธีเคี่ยวน้ำตาลสำหรับฉาบ
Published :
19:57
Author :
beauty & healthy

เคล็ดลับวิธีเคี่ยวน้ำตาลสำหรับฉาบ
การที่เราจะทำ กล้วยฉาบ,มันฉาบ,เผือกฉาบให้อร่อยเคล็ดลับนั้นอยู่ที่การเคี่ยวน้ำตาลให้ได้ที่ ถึงจะฉาบสวยน้ำตาลติดผิวดี วิธีทำคือ เคี่ยวน้ำตาลปี๊บผสมน้ำและแบะแซใช้ไฟกลาง เคี่ยวจนเดือดเป็นฟองใหญ่และมีความหนืด วิธีทดสอบว่าน้ำตาลที่เคี่ยวได้ที่หรือยังด้วยการหยดน้ำตาลที่เคี่ยวลงในถ้วยน้ำ ตัวน้ำตาลก็จะแข็งใสทันที ถ้าเป็นลักษณะนี้ถือว่าน้ำตาลได้ที่แล้วล่ะค่ะ ลงทำดูนะคะรับรองว่าอร่อยและน่าทานเหมือนมืออาชีพเลยนะคะ
วิธีทำความสะอาดขวดแก้วที่เป็นคราบ
Published :
19:52
Author :
beauty & healthy

วิธีทำความสะอาดขวดแก้วที่เป็นคราบ
ขวดแก้วที่เราใช้กันอยู่มักจะเกิดปัญหาเรื่องคราบที่ล้างยาก ที่สำคัญคือทำความสะอาดแสนจะลำบาก ต่อไปไม่ต้องกังวลแล้วล่ะค่ะ วิธีง่ายๆคือเอาเปลือกไข่ใส่เข้าไปในขวด จากนั้นก็เขย่าๆและก็เขย่าซักพักนะคะ จากนั้นก็นำไปล้างตามปกติคุณก็จะได้ขวดที่สะอาดดังเดิมไม่มีคราบแล้วล่ะค่ะ เปลือกไข่เมี่เราเขย่าจะแตกละเอียดและมีความแหลมคม เมื่อเขย่าในขวดก็จะเสียดสีกับคราบในขวดหรือโหล ทำให้คราบต่างๆหลุดออกง่ายดายเชียวค่ะ อย่าลืมไปลองทำดูนะคะ
วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ปั้นขลิบใส้ปลาทูน่า
Published :
17:10
Author :
beauty & healthy
สวัสดีค่ะ หลังจากห่างหายกันไปนานๆๆๆ สาวนุ้ยยังไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าช่วงหลังๆนี้เป็นอะไร ทำไมรู้สึกว่าตัวเองขี้เกี๊ยจ ขี้เกียจเอามากๆ อารมณ์อยากอยู่เฉยๆ ไม่อยากแตะ อยากทำอะไรเลย จริงๆสูตรที่มาลงวันนี้สาวนุ้ยทำไว้นานมากแล้วค่ะประมาณสองเดือนได้แล้วมั๊ง เพิ่งจะมาได้ฤกษ์เอาตอนนี้ อิอิ แต่ตอนนี้ก็คงจะไม่ได้เข้าครัวอีกเป็นเดือนค่ะ เพราะตอนนี้สาวนุ้ยหิ้วคุณชายที่บ้านกลับมาเที่ยวเมืองไทย ก็จะอยู่ประมาณ 5 สัปดาห์ ขอพักผ่อนสมองหน่อยค่ะ พล่ามไปซะยืดยาวเรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าวันนี้สาวนุ้ยมีเมนูอะไรอร่อยมาฝากกันค่ะ
ส่วนแป้ง
แป้งสาลีเอนกประสงค์ ............................1/2 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า ............................................1/2 ถ้วยตวง
น้ำมันพืช ...............................................1/4 ถ้วยตวง
น้ำปูนใส ................................................1/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย .............................................1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น ..................................................1/2 ช้อนชา
ส่วนไส้
ปลาทูน่า .........................................................200 กรัม
หอมแดงซอย ...................................................100 กรัม
รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด ...........1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ .......................................................3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา ............................................................2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับผัด ...............................................2 ช้อนโต๊ะ
ข่าสับละเอียด ...................................................2 ช้อนโต๊ะ


ผสมแป้งทั้งสองชนิด น้ำตาล และเกลือรวมกัน เทน้ำมันและน้ำปูนใสลงไป นวดให้แป้งเนียนนวดๆๆ จนแป้งเนียนจับกันเป็นก้อน ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆหรือฝาผิดพักแป้งไว้ ๓๐ นาที แป้งจะได้ไม่แห้ง

ระหว่างรอแป้งครึ่งชม เราก็ไปผัดไส้กันค่ะ ตั้งกระทะบนเตา ใส่น้ำมันสำหรับผัดลงไป ตามด้วย รากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกไว้ ผัดให้มีกลิ่นหอม


ใส่หอมแดงซอยลงไปตามด้วยข่าสับผัดให้เข้ากันจนมีกลิ่นหอม และหอมซอยยุบตัว


ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป ตามด้วยน้ำปลา คลุกเคล้าผัดไปจนส่วนผสมเข้ากันดีจึงใส่ปลาทูน่าลงไปผัด

ผัดๆ ผัดไปเรื่อยๆจนไส้แห้งดี ต้องผัดไส้ให้แห้งนะคะ เวลาห่อแป้งทอดเสร็จแล้วเก็บไว้หลายวันแป้งจะได้กรอบๆ


เมื่อไส้สุกแล้ว เราก็มาเตรียมแป้งสำหรับห่อกันค่ะ วันนี้สาวนุ้ยขี้เกียจปั้นแป้งทีละลูก เลยใช้ไม้คลึงขนมปัง คลึงทีเดียวเลยค่ะ หนาบางตามชอบค่ะ จากนั้นก็ใช้พิมพ์กลมๆกดแป้งออกมาเป็นแผ่นๆค่ะ วันนี้สาวนุ้ยใช้พิมพ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ซ.ม.


เมื่อทำจนหมดแป้งแล้วเราก็มาจัดการห่อกันเลยค่ะ ตักใส้ใส่แ้งประมาณช้อนชาพูนๆจากนั้นจับริมตรงกันข้ามพับลงมาให้คลุมไส้ กดแป้งตรงริมให้แน่นขลิบริมให้สวยงามเหมือนวิธีการทำกะหรี่พั๊ฟ(รูปของสาวนุ้ย ตอนนี้ยังไม่ได้พับริมนะคะ ลืมถ่ายตอนพับน่ะค่ะ) ปั้นสิบจะทำง่ายกว่ากะหรี่พั๊ฟมาก เพราะไม่ต้องรีดแป้งให้มีลาย ทำไปจนแป้งหมด จะได้ปั้นสิบไส้ปลาประมาณ ๒๖ ตัวขลิบริมเสร็จก็วางเรียงบนถาด ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆคลุมไว้ด้วยนะคะ


เสร็จแล้วจึงนำลงทอดด้วยไฟปานกลางจนสุก แป้งสีเหลืองสวย
ปั้นขลิบของเราก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ จากนั้นก็พักขนมจนเย็น จึงเก็บใส่ขวดโหลไว้กินได้หลายวัน จะทานเล่นรึกับกาแฟก็อร่อย ยังไงก็ลองทำกันดูนะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ สวัสดีค่ะ...

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555
มะเฟือง
Published :
14:56
Author :
beauty & healthy
มะเฟือง
|
![]() |
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Averrhoa carambola L.
|
ชื่อสามัญ : Star fruit
|
วงศ์ : Averrhoaceae
|
ชื่ออื่น : เฟือง (ภาคใต้) สะบือ (เขมร)
|
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 3-10 เมตร แตกกิ่งก้านสขามาก ใบ เป็นใบประกอบขนาดคล้ายใบมะยม สีเขียวเป็นมัน เรียงเป็นคู่ตรงข้าม ดอก เป็นช่อเล็กออกตามง่ามใบ สีม่วง ขาว ชมพู ผล เดี่ยว เป็นกลีบ หน้าตัด รูปดาว 5 แฉก สีเขียวอ่อน สุกสีเหลือง ฉ่ำน้ำ เมล็ด มีขนาดเล็ก
|
สรรพคุณ :
|
มะดัน
Published :
14:53
Author :
beauty & healthy
มะดัน
|
![]() |
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Garcinia schomburgkiana Pierre.
|
วงศ์ : Clusiaceae (Guttiferae)
|
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 7-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลอมดำ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 2.5 ซม. ยาว 9 ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบลื่น สีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 0.5-1 ศทซ ดอก ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก 3-6 ดอก ตามซอกใบ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกเพศผู้ ดอกสีเหลืองอมส้ม กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ค่อนข้างกลม กลีบดอกมี 4 กลีบ รูปรีแกมรูปไข่ ปลายกลีบดอกมน ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ 10-12 อัน ผล รูปรีปลายแหลม ผิวเรียบสีเขียว เป็นมันลื่น มีรสเปรี้ยว เมล็ดมี 3-4 เมล็ด ติดกัน
|
สรรพคุณ :
ใบและราก
ผล- เป็นยาดอกเปรี้ยวเค็ม และปรุงเป็นยาต้ม รับประทานแก้กระษัย แก้ระดูเสีย ขับฟอกโลหิต - เป็นยาระบายอ่อนๆ - เป็นยาสกัดเสมหะในลำคอดี - เป็นยาสกัดเสมหะในลำคอดี - เป็นอาหาร |
ทับทิม
Published :
14:49
Author :
beauty & healthy
ทับทิม
|
![]() |
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum L.
|
ชื่อสามัญ : Pomegranate , Punica apple
|
วงศ์ : Punicaceae
|
ชื่ออื่น : พิลา (หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (เหนือ) หมากจัง (แม่ฮ่องสอน)
|
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้น หรือพรรณไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ลักษณะผิวเปลือกลำต้นเป็นสีเทา ส่วนที่เป็นกิ่งหรือยอดอ่อนจะเป็นเหลี่ยม หรือ มีหนามแหลมยาวขึ้น ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปยาวรี โคนใบมน แคบ ส่วนปลายใบเรียวแหลมสั้น ผิวหลังใบ เกลี้ยงเป็นมัน ใต้ท้องใบจะเห็นเส้นใบได้ชัด ขนาดของใบกว้างประมาณ 1 - 1.8 ซม. ยาว ประมาณ 2.5 - 6 ซม. ดอก ดอกออกเป็นช่อ หรืออาจจะเป็น ดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิ่ง ลักษณะของดอกมีเป็น สีส้ม สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบ ดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ตัวเมีย และตัวผู้ซึ่งมีอับเรณูเป็นสีเหลือง ขนาดของดอกบานเต็มที่มีเส้นผ้าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 ซม. ผลมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้าง กลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลี้ยง ผลเมื่อแก่หรือ สุกเต็มที่มีสีเหลืองปนแดง และลักษณะของผล จะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็น จำนวนมาก เป็นรูปเหลี่ยม มีสีชมพูสด ดอก ดอกออกเป็นช่อ หรืออาจจะเป็น ดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิ่ง ลักษณะของดอกมีเป็น สีส้ม สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบ ดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ตัวเมีย และตัวผู้ซึ่งมีอับเรณูเป็นสีเหลือง ขนาดของดอกบานเต็มที่มีเส้นผ้าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 ซม. ผลมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้าง กลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลี้ยง ผลเมื่อแก่หรือ สุกเต็มที่มีสีเหลืองปนแดง และลักษณะของผล จะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็น จำนวนมาก เป็นรูปเหลี่ยม มีสีชมพูสด
|
สรรพคุณ :
วิธีและปริมาณที่ใช้
สารเคมี
เปลือกผลมีรสฝาด เนื่องจากมี tannin 22-25% gallotannic acid สารสีเขียวอมเหลือง รากมีสารอัลคาลอยด์ ชื่อ pelletierine และอนุพันธ์ของ pelletierine
คุณค่าด้านอาหาร
ทับทิมใช้รับประทานเป็นผลไม้รสหวาน หรือเปรี้ยวหวาน มีวิตามินซี และแร่ธาตุหลายตัว ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และบำรุงฟันให้แข็งแรง
|
วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ผัดผักรวม
Published :
10:04
Author :
beauty & healthy
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ทุกๆคน หลังจากที่ห่างหายจาการอับบล็อกไปนานนนนพอสมควร เพราะมัวแต่ยุงกับการตระเตรียมงานที่รับไว้คือ รับทำเค๊กแต่งงานให้ญาติของเพื่อนสาวชาวอัฟริกาที่เคยเรียนเบเกอรี่ด้วยกันนั่งเองค่ะ แต่รอบนี้ เพื่อนสาวของสาวนุ้ยดันไปรับทำบุฟเฟท์ด้วยนี่สิ ทีนี้งานเลยเข้าสาวนุ้ยจังๆ เลยพากันหัวฟู เพราะสาวตัวเล็กๆ(รึเปล่า) สองคน ต้องมาเตรียมของทำเค๊ก ไหนจะคิดเมนู แล้วก็ช๊อปปิ้งของบุฟเฟท์อีก แถมเวลาของเราสองคนก็ไม่ค่อยตรงกันอีก เพราะเพื่อนสาวต้องทำงาน และเราก็ต้องไปโรงเรียนและก็มีรับจ๊อบสอนทำอาหารไทยและก็บุฟเฟท์อื่นๆอีก มันก็เลยพาลยุ่งกันกว่าเดิม แต่ในที่สุดก็ผ่านไปด้วยดีทุกๆอย่าง เจ้าของงานก็ปลื้มมากกับทั้งอาหารและก็เค๊ก และก็อึ้งและทึ่งอีกนิดหน่อยที่เราทำออกมาเกินคาด อิอิ ( แอบดีใจ) แต่พองานหลวงเสร็จ ที่นี้สิ งานราษก็เข้าสิเพราะไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้าน ทั้งอาทิตย์ไม่ค่อยได้ทำกับข้าว วันนี้ได้ฤกษ์เลยต้องโละตู้เย็นกันซะหน่อย โละไปโละมาสาวนุ้ยก็เลยได้มาหนึ่งเมนูมาฝากเพื่อนๆค่ะ นั่นก็คือ ผัดผักรวมตามมีตามเกิด สาวนุ้ยก็เอาักทุกอย่างที่มีในตู้นั่นแหละค่ะมาผัดๆๆๆ จนได้จานอร่อยมาอีกหนึ่งจาน จนคุณชายที่บ้าน บอกว่า คนไทยนี่เก่งเนอะ ไม่ต้องคิดเมนู ไม่ต้องไปช๊อปปิ้งให้ยุ่งยากเหมือนฝรั่ง ก็สามารถทำอะไรอร่อยๆได้ ถ้าเป็นเค้าก็คงโละทิ้ง เพราะมีอันนั้นนิด อันนี้หน่อย จะทำอะไรซักจานมันก็ไม่พอ พล่ามไปซะยาว อิอิ ไปดูกันดีกว่าค่ะว่าสาวนุ้ยมีอะไรกันบ้างในตู้เย็น...

เครื่องปรุง
กุ้ง 7 ตัว
ผักโขม 2 กำมือ
แครอท 1 หัว
ถั่วลันเตา 7 ฝัก
ดอกกะหล่ำนิดหน่อย
แพร 1 ต้น( อันนี้จะคล้ายๆ ต้นหอม แต่ต้นใหญ่กว่ามากกก)
กระเทียม 2 กลีบ
พริกสด 3 เม็ด
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับผัด 5 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา, พริกไทยนิดหน่อย
ผงวิเศษ(ชูรส) นิดหน่อย
วิธีทำ
ปลอกเปลือกกระเทียม ทุบให้พอแตก ส่วนพริกสดนำมาผ่าครึ่ง พักไว้ ผักโขมนำไปล้างน้ำให้สะอาด แพรนำไปล้างแล้วหั่นเป็นแว่นบางๆ ประมาณครึ่ง ซม. ส่วนแครอทนำมาปลอกเปลือก ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นแว่นๆประมาณครึ่ง ซม เหมือนกันค่ะ ดอกกะหล่ำก็หั่นชิ้นพอคำ ไม่ต้องใหญ่มาก หั่นชิ่นพอเข้ากับผักอื่นๆค่ะ
เปิดเตาที่ไฟปานกลางค่อนข้างแรง ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไป ประมาณ 5 ชต. พอน้ำมันเริ่มร้อน ให้นำกระเทียมที่ทุบไว้ลงไปผัดให้หอม (ถ้าเพื่อนๆใช้กุ้งสดๆก็ให้ผัดตอนนี้เลยค่ะ ส่วนสาวนุ้ยใช้กุ้งแช่แข็งเลยใส่ทีหลัง เพราะมันสุกง่ายมากกกก)จากนั้นใส่ผักที่แข็งๆลงไปคือ แครอทกับดอกกะหล่ำ
เมื่อใส่แครอทกับดอกกะหล่ำลงไปแล้วก็ใส่เครื่องปรุงลงไปเลยค่ะ เติมน้ำมันหอย,น้ำปลา,น้ำตาลทราย,ผงวิเศษและก็พริกไทย จากนั้นผัดให้เครื่องทั้งหมดเข้ากันและแครอทสุกครึ่งๆค่ะ จึงใส่ผักที่สุกง่ายลงไปคือ แพร,ผักโขมและก็พริกขี้หนู ผัดซักพักจนผักโขมเริ่มสลด ผัดให้เข้ากันก็ปิดเตาและยกลง ไม่ต้องนานมากจนผักเละนะคะ

...ผัดผักรวมตามมีตามเกิดของเราก็พร้อมเสิร์ฟค่ะ เป็นไงบ้างค่ะ ง่ายเหมือนที่สาวนุ้ยบอกรึเปล่า ใครอยากโละตู้ก็นำเคล็ดสาวนุ้ยไปใช้นะคะ ไม่สงวนค่ะ มาทานด้วยกันนะคะ...
วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555
10 อันดับขนมหวานชื่อก้องโลก
Published :
17:56
Author :
beauty & healthy
![]() |
1. ทีรามิสุ ( Tiramisu )
เค้กชื่อดังของอิตาลีทำขึ้นจากเล ดี้ฟิงเกอร์ราดเอสเปรสโซ่ สอดไส้ด้วยมาสคาร์โปนชีสและซาบากลิออเน ลือกันว่าทีรามิสุมีจุดกำเนิดมาจากการที่แม่บ้านของทหารในสงครามโลกครั้งที่ สองทำเค้กให้สามีรับประทาน โดยเชื่อว่าส่วนผสมของคาเฟอีนกับน้ำตาลจะช่วยให้พวกเขามีพลังและแคล้วคลาด จากอันตราย ช่างโรแมนติคเสียนี่กะไร เหมาะจะเป็นของหวานรับวันวาเลนไทน์โดยแท้

2. บาคลาวา ( Baklava)ประวัติที่แท้จริงของบาคลาวายากที่จะระบุ ให้แน่ชัด เพราะว่ากันว่ามันมีต้นกำเนิดจาก จักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมีย และอาหรับ โดยขนมหวานชนิดนี้ทำขึ้นจากการนำแป้งฟิลโลมาสอดไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม หากต้องการลิ้มลองรสชาติ แบบต้นตำรับก็ต้องไปรับประทานถึงถิ่นที่อ้างว่าเป็น จุดกำเนิด ทั้งกรุงอิสตันบูล กรุงเอเธนส์ และกรุงเบรุต แม้แต่ละที่อาจจะมีรสแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังการันตีได้ถึงความเอร็ดอร่อย

3. ไดฟุกุ ( Daifuku )ขนมเจลลาตินทรงกลมจากแดนอาทิตย์อุทัยมักสอดไส้ไว้ด้วยถั่วแดงหวาน (และบางครั้งก็อาจเป็นแยมสตอเบอร์รี่ โรยด้วยแป้งบางๆ โดยสามารถหาซื้อมารับประทานได้ทั้งจากกรุงโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นากาโนะ และทุกแห่งในญี่ปุ่น

4. กุหลับ จามาน ( Gulab Jamun)ก้อนขนมปังหวานที่คงไม่ถูกปากฝรั่งตาน้ำ ข้าว แต่คอนเฟิร์มว่าอยู่ในรายชื่อขนมอันดับต้นๆ ของชาวอินเดีย และเมื่อมีคนกว่าพันล้านคนชื่นชอบ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่อร่อย ปกติแล้วมักทำขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นและราดด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น เป็นที่นิยมในอินเดีย ปากีสถาน เนปา และประเทศในแถบเอเชียใต้

5. ฮาโล ฮาโล ( Halo Halo)จานเด็ดของชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ไข่บาลุท แต่รับประกันได้ว่าไม่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ ฮาโล ฮาโล ไม่มีสูตรการทำที่แน่นอน แต่ดูๆ ไปก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็งใสของบ้านเรา โดยนำน้ำแข็งบดมาเติมด้วยเครื่องเคียง เช่น ถั่วเขียว ลูกตาล ขนุน มะพร้าวอ่อน ไอศกรีม วุ้นมะพร้าว สับปะรด และอื่นๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการราดนมข้นหวานและน้ำเชื่อม โดยสามารถหารับประทานได้ทุกที่ในกรุงมะนิลา

6. แบล็คฟอเรสท์เค้ก (BlackForestCake)
ด้วยความมีชื่อเสียงในเรื่องชนิทเซล เบียร์ และเค้กรสชาติอร่อยมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เยอรมนีจะกลายเป็นสถานที่ดื่มกินยอดนิยมของเรา โดยเจ้าช็อกโกแลตเค้กที่ทับซ้อนหลายชั้นด้วยครีม เชอร์รี่ และบรั่นดีผลไม้นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 1900 ทางตอนใต้ของเยอรมนี (ภายหลังได้รับการปรุงแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยฝีมือของช่างทำเค้กในกรุง เบอร์ลิน) และทุกวันนี้เป็นทื่ชื่นชอบของคนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่า นี่ก็เป็นหนึ่งในของโปรดของเราเช่นกัน

7. ข้าวเหนียวมะม่วง ( Mango with Sticky Rice)
ขนมหวานแบบไทยๆ ที่นำมะม่วงสุกเหลืองอร่ามมาทานคู่กับข้าวเหนียวมูนราดด้วยน้ำกะทิ ฟังแล้วชวนน้ำลายสอเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวสยามและชาวต่างชาติ ทั้งยังสามารถหาลิ้มลองได้ทั้งที่โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร และร้านอาหารตามท้องถนนทั่วไป

8. แอปเปิ้ล พาย ( Apple Pie )
เช่นเคย แม้จะฟังดูเป็นอเมริกันจ๋า แต่จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากเมืองผู้ดี โดยได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1381 และปกติจะอบด้วยแป้งสองชั้น ในสมัยก่อน ตอนที่ชาวอังกฤษอพยพมาตั้งรกรากในอเมริกา พวกเขาได้นำเมล็ดแอปเปิ้ลมาปลูกด้วย จึงทำให้มันมีความเกี่ยว พันกับวัฒนธรรมของชาวมะกัน แต่ไม่ว่าจะที่โรงแรมในลอนดอนหรือภัตตาคารในแอลเอ แอปเปิ้ลพายก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาลูกค้าเหมือนกัน

9. นาไนโม บาร์ ( Nanaimo Bars)
แคนาดาขึ้นชื่อเรื่องขนมหวาน ? ได้ยินแล้วไม่ต่างกับการพูดว่ากรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องทะเลยังไงยังงั้น แต่กระนั้น ขนมรสเลิศดังกล่าว มีที่มาจากเกาะแวนคูเวอร์ในเมืองนาไนโม รัฐบริติชโคลัมเบีย โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือแม่บ้านท้องถิ่นซึ่งได้ส่งเจ้าขนมทรง จัตุรัสชิ้นนี้ไปประกวดในนิตยสารและคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ปัจจุบัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในแถบอเมริกาเหนือ

10. แครมบรูเล่ ( Creme Brulee)
แม้ชื่อจะฟังดูแล้วฝรั่งเศสสุดๆ แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากวิทยาลัยทรินิตี้ในเคมบริดจ์ได้อ้างว่าพวกเขาคือ ต้นตำรับผู้คิดค้น ขนมสูตรเด็ดนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1600 อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีจุดกำเนิดจากอังกฤษ แต่เชื่อแน่ว่าคงไม่มีสถานที่ใด เหมาะแก่การทานคัสตาร์ดเย็นๆ โรยด้วยน้ำตาลไหม้ ได้เท่ากับใต้หอไอเฟลที่ประดับด้วยไฟสว่างไสวในยามค่ำคืนในกรุงปารีส
http://www.ezythaicooking.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
Amezon
comment
Subscribe







